Xbox Elite Series 2 ตัวเต็มขายในไทยที่ราคา 7,090 บาท ส่วน Core อยู่ที่ 3,290 บาท ส่วนต่างเกือบเท่าตัว Microsoft เปิดตัว Core ในปี 2022 เพื่อตอบโจทย์คนที่อยากได้จอย Pro แต่ไม่ต้องการอุปกรณ์เสริมทั้งหมด คำถามคืออุปกรณ์ที่ Core ไม่ให้นั้นสำคัญแค่ไหนสำหรับการเล่นจริง
ความเหมือนของทั้งสองรุ่น
ก่อนจะคุยเรื่องความต่าง ต้องเข้าใจก่อนว่าทั้งสองรุ่นนี้ "เป็นจอยตัวเดียวกัน" ในเชิงโครงสร้างพื้นฐาน ตัวเครื่องเหมือนกันทุกอย่าง — น้ำหนัก 345 กรัม, ตัว body ที่จับมือดี, ปุ่ม face buttons คุณภาพ Microsoft, hair trigger lock 3 ระดับ, ปุ่ม back สี่ปุ่มด้านหลัง, อายุแบต 40 ชั่วโมง, Bluetooth กับ Xbox Wireless
นั่นแปลว่าเวลาเล่นจริง ทั้งสองรุ่นให้ความรู้สึกเหมือนกัน 95% สิ่งที่ต่างกันอยู่ในกล่องและในซองอุปกรณ์เสริม ไม่ใช่ในการตอบสนองของจอยเอง
สิ่งที่ Core ไม่มี
| อุปกรณ์ | Elite Series 2 | Core |
|---|---|---|
| หัว Thumbstick สำรอง | 6 หัว | 0 หัว (ซื้อแยก 1,490 บาท) |
| D-Pad แบบ Faceted | มี (สำรอง 1 ชิ้น) | มาในจอยอย่างเดียว |
| ปุ่ม Back สำรอง | 4 ปุ่ม (รูปทรงต่างกัน) | 4 ปุ่มที่ติดมาเท่านั้น |
| เคสแข็ง | มี | ไม่มี |
| Charging dock | มี | ไม่มี (ซื้อแยก 1,290 บาท) |
| สาย USB-C ถัก | มี | มี |
| ราคาในไทย | 7,090 บาท | 3,290 บาท |
ทดสอบจริงในเกม
เราใช้ทั้งสองรุ่นสลับกันในเกมสามแนวเพื่อดูว่าอุปกรณ์เสริมจำเป็นจริงแค่ไหน
Forza Horizon — Racing
ในเกมแข่งรถ trigger เป็นทุกอย่าง ทั้งสองรุ่นใช้ hair trigger lock เหมือนกัน ตอบสนองเหมือนกันทุกอย่าง สิ่งเดียวที่ Elite ตัวเต็มได้เปรียบคือ thumbstick แบบสูงพิเศษที่เพิ่มความแม่นยำในการบังคับเลี้ยวเล็กๆ ของรถ การปรับ deadzone ของ stick สูงจะเล็กลงได้ — แต่ความแตกต่างเล็กน้อยถึงระดับที่ "ถ้าไม่บอกก่อนคงไม่รู้สึก"
Call of Duty Warzone — FPS
เกม FPS เน้น aim — และนี่คือเกมเดียวที่เราเห็นความต่างชัด ผู้ทดสอบที่เล่น COD เป็นหลักบอกว่า thumbstick สูงทำให้การ flick shot แม่นขึ้น 5-10% ความแตกต่างนี้น้อยพอที่ผู้เล่น casual จะไม่รู้สึก แต่มากพอที่ผู้เล่นระดับ ranked สูงจะสังเกต ถ้าคุณเป็น esports สาย FPS ส่วนต่าง 4,000 บาทอาจคุ้มเฉพาะส่วน thumbstick
EA Sports FC — Sport
ในเกมฟุตบอลทั้งสองรุ่นให้ผลเหมือนกันแทบทุกประการ D-pad ของ Elite ทั้งสองรุ่นเป็นจุดเด่นเทียบกับจอย Xbox Wireless ปกติ ส่วน faceted D-pad ในกล่อง Elite ตัวเต็มเป็นของแถมที่ใช้กับเกม sport ไม่เห็นความจำเป็น เหมาะกับ fighting game มากกว่า
เปรียบเทียบกับ DualSense Edge
ถ้ามองในแง่เทคโนโลยี Elite Series 2 ปล่อยตัวออกมาตั้งแต่ปลายปี 2019 — 6 ปีก่อน DualSense Edge — แต่ในการใช้งานจริงยังไม่รู้สึกล้าสมัย น้ำหนักเบากว่า, อายุแบตยาวกว่า 5-6 เท่า, และใช้กับ PC ได้แบบไร้สายเต็มประสิทธิภาพ ส่วนที่ขาดคือ haptic feedback และ adaptive trigger ที่ Sony ทำได้ดีกว่า
ในความเห็นของผมถ้าใครเล่นทั้งสองแพลตฟอร์ม Elite Series 2 (ตัวไหนก็ได้) เป็นจอยที่ใช้ได้สนุกกว่าทั้งใน Xbox และ PC ส่วน Edge ดีในเกม first-party ของ Sony เท่านั้น
สรุปคำแนะนำ
ซื้อ Elite Series 2 (ตัวเต็ม) ถ้า:
- เล่นเกม competitive ระดับสูง โดยเฉพาะ FPS
- ไม่อยากเสียเวลาซื้ออุปกรณ์เสริมแยก
- เดินทางบ่อย ต้องการเคสแข็งเก็บจอย
- ใช้ wireless charging dock เป็นกิจวัตร
ซื้อ Core ถ้า:
- เคยใช้ Xbox Wireless มาแล้ว รู้แล้วว่าชอบ thumbstick แบบเดิม
- ไม่ได้เล่นเกม competitive หนัก
- มีเคสจอยอยู่แล้ว ไม่ต้องการของแถม
- อยากเก็บส่วนต่าง 4,000 บาทไว้ซื้อเกม
ข้อดีของทั้งสองรุ่น
- Build quality ระดับพรีเมียม
- Hair trigger lock 3 ระดับ
- ปุ่ม back สี่ปุ่ม
- อายุแบต 40 ชั่วโมง
- ทำงานกับทั้ง Xbox และ PC ดีเยี่ยม
ข้อเสียร่วม
- Stick ยังเป็น potentiometer มีโอกาส drift
- ไม่มี haptic feedback แบบ Sony
- เทคโนโลยี 6 ปีแล้วยังไม่อัพเดท
- ใช้ wireless กับ PC ต้องการ adapter เพิ่ม
Core ตอบโจทย์คนส่วนใหญ่ ตัวเต็มเพื่อ Pro
สำหรับ 90% ของผู้ใช้ Core ให้ประสบการณ์เหมือนตัวเต็ม ส่วนต่าง 4,000 บาทควรจ่ายเฉพาะคนที่รู้ตัวว่าจะใช้อุปกรณ์เสริมทั้งหมดจริงๆ